logo
Sed ut perspiciatis unde omnis iste natus error sit voluptatem accusantium doloremque.
+387648592568
info@elatedthemes.com
Eighth Avenue 487, New York
Instagram Feed
Search

Author: wladmin1

มันฝรั่ง นำมาทำอาหารอะไรได้บ้าง?

"มันฝรั่ง" นั้น มีแหล่งกำเนิดแถบอเมริกาใต้หรือประเทศเปรู (ในปัจจุบัน) ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลกโดยเฉพาะแถบยุโรป เนื่องจาก "มันฝรั่ง" ถือเป็นเสบียงอาหารชั้นหนึ่ง เพราะเป็นส่วนของลำต้นที่สะสมสารอาหารทั้งคาร์โบไฮเดรด โปรตีน แร่ธาตุ จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ "มัน" ก็ยังคงเป็น 1 ใน 5 อาหารหลักของโลก โดย "มัน" บนโลกนี้มีมากเกือบ 4,000 ชนิด แตกต่างกันที่รูปทรง เปลือก และเนื้อในสีสัน อาทิ มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง และแต่ละสายพันธุ์ยังสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายทั้งต้ม ผัด แกง ทอด อบ ปิ้ง นึ่ง หรือแม้กระทั่งเอาไปทำของหวาน และหากเอ่ยถึงอาหารฝรั่งแล้วล่ะก็ เรามักจะเห็นว่า "มันฝรั่ง" ถูกนำมาใช้ทำอาหารหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเมนูมันบด เฟรนช์ฟรายส์ มันฝรั่งอบชีสเบคอน หรือขนมปังมันฝรั่ง เป็นต้น...

ไวน์ที่ใช้ทำอาหาร มักเป็นไวน์แบบไหน?

ไวน์สำหรับดื่มและไวน์สำหรับปรุงอาหาร ไวน์ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หมักมาจากผลไม้ โดยนอกจากจะนิยมนำมาดื่มคู่กับเมนูอาหารแล้ว ไวน์ยังนิยมนำไปปรุงรสอาหารด้วย ไวน์สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ไวน์สำหรับประกอบอาหารและไวน์สำหรับดื่ม ซึ่งมีความแตกต่างกันที่คุณภาพ โดยไวน์สำหรับดื่มจะมีความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบและการบ่มมากกว่า ไวน์สำหรับทำอาหารอาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หางไวน์” เป็นไวน์ที่เกิดจากการบ่มองุ่นที่เหลือจากการหมักไวน์สำหรับดื่มแล้ว คุณภาพของไวน์จึงน้อยกว่าไวน์สำหรับดื่ม และราคาถูกกว่า เพราะฉะนั้นการปรุงรสอาหารด้วยไวน์สำหรับดื่มจะมีรสชาติกลมกล่อมมากกว่าการใช้ไวน์สำหรับทำอาหาร ชนิดของไวน์สำหรับประกอบอาหาร การใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประกอบอาหารมีมาตั้งแต่อดีต ส่วนมากการใส่เหล้าหรือไวน์ลงไปในอาหารมีจุดประสงค์เพื่อดับกลิ่นคาว และทำให้เนื้อสัตว์มีความนุ่ม ไวน์ที่ใช้ในการประกอบอาหารมีหลัก ๆ 6 ชนิด ได้แก่ ไวน์แดงและไวน์ขาว (Dry Red & White Wines) ไวน์แดงและไวน์ขาวแบบ Dry คือไวน์ที่ปราศจากความหวาน เป็นการหมักจนกว่าน้ำตาลในองุ่นจะกลายเป็นแอลกอฮอล์จนหมด ทำให้ไวน์แดงและไวน์ขาวแบบดรายเป็นไวน์ที่มีความเข้มข้นของรสองุ่นสูง อาหารที่นิยมใช้: ไวน์แดง – นิยมใส่ในซอสที่มีสี เช่น ซอสบูร์กิญง (Bourguignonne Sauce) ซอสเนยแดง (Beurre Rouge) ซอสไวน์แดง (Wine Reduction...

เหล้าจีน (Chinese Cooking Wine) ที่ใช้ทำอาหาร คือเหล้าแบบไหน?

การ “ทำอาหาร” นั้น อาจถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง เพราะการออกแบบเมนูอาหารนั้น เป็นมากกว่าการนำเอาวัตถุดิบที่มีมารวมกันแล้วปรุงรสแบบง่าย ๆ แต่เป็นการดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบนั้นออกมา โดยมากแล้ววิธีการที่นิยมนำมาใช้ นั่นคือ การใช้ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ในการปรุงรสอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเหล้าจีน เบียร์ ไวน์ มิริน เรื่อยไปจนถึงของแพงอย่างบรั่นดี สำหรับการใส่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในอาหาร ช่วยทำให้อาหารมีรสชาติที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น และซับซ้อนกว่าเครื่องปรุงอื่น รวมถึงมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อผ่านการใช้ความร้อน อาจทำให้แอลกอฮอล์บางส่วนระเหยไป แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และรสชาติเฉพาะตัวเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ ช่วยให้อาหารอร่อยยิ่งขึ้น ส่วนเหล้าจีน (Chinese cooking wine) ที่นิยมใช้มาประกอบอาหาร เป็นเหล้าแบบไหน ? ลองไปหาคำตอบกัน เหล้าจีน คือ เหมาะทำอาหารอะไร ? "เหล้าจีน" หรือ "ไวน์ข้าว" หรือ Chinese rice wine นั้น สามารถใช้เป็นเครื่องดื่มเสิร์ฟได้ทั้งร้อนและเย็น...

เชฟขนมหวาน แตกต่างจากเชฟอาหารคาวไหม ?

ด้วยความละเอียดอ่อนของการออกแบบสร้างสรรค์เมนูอาหารทั้งอาหารคาว และอาหารหวาน ทำให้หลายคน ตั้งข้อสงสัยว่า “เชฟขนมหวาน” และ “เชฟอาหารคาว” เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ? และวันนี้เราจะพาไปหาคำตอบในเรื่องนี้กันค่ะ เชฟ คือ ? มีหน้าที่อะไร เชฟ หรือ chef เป็นในคำภาษาฝรั่งเศส ที่ย่อมาจากคำว่า chef de cuisine ซึ่งหมายถึง "หัวหน้าห้องครัว" เมื่อเป็นเช่นนี้ "เชฟ" จึงอาจหมายถึง หัวหน้าของกุ๊กหรือผู้ปรุงอาหารโดยตรงอีกทีหนึ่งนั่นเอง หน้าที่หลักของเชฟ คือ การคิดค้นสูตรอาหาร คิดรายการอาหาร ทั้งยังมีหน้าที่กำกับกุ๊กให้ปรุงอาหารออกมาตามรสชาติและให้มีคุณภาพตามที่ให้ตนออกแบบไว้ เพื่อให้อาหารของร้านอาหารหรือโรงแรมมีเอกลักษณ์เฉพาะตน นอกจากนี้ ยังอาจมีการแยกเชฟอาหารคาวกับเชฟขนมหวานออกจากกันอีกด้วย เชฟอาหารคาว คืออะไร หากบอกว่า เชฟเป็นผู้ที่ทำหน้าคิดค้นสูตรอาหาร คิดรายการอาหารแล้วล่ะก็ “เชฟอาหารคาว” ก็ทำหน้าที่ไม่ต่าง โดยในแต่ละวันนั้น เชฟอาหารคาว จะคิดเมนูอาหารประเภทต้ม ผัด แกง หรือทอด ว่าวันนี้ในเมนูจะต้องทำอะไรบ้าง...

เลเยอร์เค้กคืออะไร ? ทำไมถึงทำยากและต้องสั่งทำล่วงหน้าหลายวัน

จากรายการโทรทัศน์ที่พูดถึงการทำขนมเค้กเป็นชั้น ๆ โดยมีโจทย์ว่าต้อง ต้องทำขนมปังหนา 2.5 เซนติเมตรขึ้นไป และต้องทำชั้นของเค้กทั้งหมด 6 ชั้น ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นโจทย์ที่ยาก ถึงขั้นต้องมีการนำมาพูดคุยประเด็นนี้นอกรอบ วันนี้ Water Library ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ Layer Cake มาเล่าให้กับท่านที่สนใจเค้กชนิดนี้   Layer Cake คืออะไร ? ในบรรดาเบเกอร์รี่ ขนมเค้ก เป็นเบเกอร์รี่ที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ควบคู่กับการแปรรูปแป้งจากข้าวต่าง ๆ มาทำขนมปัง และการทำเค้กก็มีการตีแป้งผสมกับส่วนประกอบอื่น ๆ อย่าง เนย, ไข่, น้ำมัน และอื่น ๆ ซึ่งมีกรรมวิธีการอบที่แตกต่างกันออกไป เลเยอร์เค้ก (Layer Cake) ได้รับการตีพิมพ์สูตรไว้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1872 ในฉบับภาษาอังกฤษ (Appledore Cook...

กาลามารี (calamari) คืออะไร ? ทำไมถึงมีอยู่ทุกเมนูร้านอาหารอิตาลี

ในวัตถุดิบที่เหมือนกัน แต่ละประเทศก็มีกรรมวิธีนำไปปรุงแต่งประกอบอาหารได้ใกล้เคียงกัน แม้ในปัจจุบันนี้จะมีการคิดค้นเมนูอาหารฟิวชั่น แต่ความแตกต่างกันก็อยู่ที่เครื่องเทศที่เติมลงไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น เมนูปลาหมึกทอด โรยด้วยชีส ที่คนรุ่นใหม่อาจเข้าใจว่าเป็นอาหารเกาหลี แต่ความจริงแล้วมีต้นกำเนิดจากประเทศฝั่งสเปนและอิตาลี หรือเป็นอาหารดั้งเดิมของชาวเมดิเตอร์เรเนียน   หมึกกล้วย เป็นหนึ่งในตระกูลหมึกที่ถูกนำมาทำเมนูอาหารทะเลประเภทเครื่องเคียงมากที่สุด เพราะหาวัตถุดิบง่าย และปรุงคู่กับอะไรก็อร่อย มีการนำมาหั่นเป็นวงกลมและทอดทั้งชิ้น โดยลักษณะหมึกจะเป็นวง หรือนำไปทำหมึกยัดไส้ก็อร่อย   ในภาษาอิตาลี หมึกทอด มีชื่อเรียกว่า กาลามารี (Calamari) มักเสิร์ฟคู่กับเลม่อนฝาน กับมายองเนส ซึ่งหลังจากทอดแล้วจะโรยชีสซึ่งเพิ่มรสชาติให้หมึกอร่อยมากขึ้น อย่างที่ทราบกันว่าประเทศแถบอิตาลี มีความพิถีพิถันเรื่องการทำชีส เมื่อเมนูนี้ออกสู่นักชิมทั่วโลก จึงกลายเป็นเมนูยอดนิยมในร้านอาหารต่าง ๆ ได้ไม่ยาก แม้กระทั่งร้านที่ขายพิซซ่าก็ยังพบ กาลามารี เป็นเครื่องเคียงด้วย   การนำปลาหมึกมาทอดจะช่วยลดกลิ่นคาว และฆ่าเชื้อโรคได้ 100% เพราะความร้อนสูงในการทอดจะทำลายเชื้อโรคที่อาจติดมากับหมึก แม้ว่าจะผ่านการทอดแต่รสชาติของหมึกก็ยังหวานอ่อน ๆ และยังหอม ในรสชาติเค็มอ่อน ๆ อธิบายได้ว่าเหมือนกลิ่นทะเล   นอกจากเมนูหมึกทอดกาลามารี (Calamari) แล้วยังนิยมหั่นหมึกเป็นวงแหวนผัดใส่กับสปาเก็ตตี้เส้นสีดำที่ทำจากหมึก   อีกเหตุผลที่หมึกถูกนำมาทำ อาหารประเภทเครื่องเคียง เพราะคนสมัยก่อน...

สมุนไพรไทย ที่นิยมใช้ในอาหารไทยมีอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร?

สมุนไพรไทย มีอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร กับ อาหารไทย สมุนไพร ถือเป็นผลผลิตธรรมชาติ จากพื้น สัตว์ และแร่ธาตุ เมื่อนำมาผสมกับสารอื่นๆ ตามตำรับยา ใช้ในการบำบัด รักษาโรค บำรุงร่างกาย  รวมถึงการใช้เป็นยาพิษ โดยสมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ และ ฤทธิ์ยาที่ต่างกันออกไป บางชนิดเหมาะสำหรับทำยา บางชนิดเหมาะสำหรับนำมาปรุงอาหาร พืชสมุนไพรที่ประกอบด้วย สัตว์ แร่ธาตุ เรียกได้ว่า เป็น เภสัชวัตถุ อย่างเช่น พืชสมุนไพรกระวาน กานพลู เร่ว จันทน์เทศ เป็นต้น พืชสมุนไพร หรือ วัตถุธาตุ แบ่งออกเป็น 5 ประการ รูป ได้แก่ ใบไม้ ดอกไม้ เปลือกไม้ รากไม้...

เครื่องแกง เสน่ห์อาหารไทย สำคัญอย่างไร?

เครื่องแกง เสน่ห์อาหารไทย เอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทย อาหารไทย ถือเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทย โดยมีขั้นตอนการทำอย่างพิถีพิถันใส่ใจทุกรายละเอียด อาหารไทยส่วนใหญ่มักเลือกใช้วัตถุดิบที่มีการหาได้ตามท้องถิ่นมาปรับแต่ง เรียกได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดกันมายาวนาน อาหารไทยส่วนใหญ่มักมีรสชาติเข้มข้นถึงเครื่องถึงรส ทั้งสี กลิ่นรสชาติ รวมถึงการตกแต่งจานอาหารที่มีความพิถีพิถัน หน้าตาน่ารับประทาน  เสน่ห์ของอาหารไทยแต่ละจานมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป มีส่วนผสมที่หลากหลาย ทำให้เกิดความอร่อย และความประทับใจที่ต่างกัน เลือกใช้วัตถุดิบที่เน้นเป็นสมุนไพรสุขภาพ ไขมันน้อย ใช้เนื้อสัตว์น้อย แต่จะเน้นเป็นผักส่วนใหญ่ อาหารไทยสามารถจำแนกคุณค่าทางอาหารออกเป็น 3 ด้าน คุณค่าทางโภชนาการ อาหารไทยแต่ละจาน มีการได้ใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงรสชาติที่มีความหลากหลาย และลงตัว วัตถุดิบมักเลือกใช้เป็นพืชผักสวนครัว หรือ สมุนไพรที่ช่วยในเรื่องต่างๆ อย่างเช่น แกงเขียวหวานที่มีมะเขือพวงและกะทิ ซึ่งมีค่าทางโภชนาการด้านวิตามินเอ และไขมัน ส่วนเนื้อสัตว์จะเป็นโปรตีน คุณค่าสรรพคุณทางยา อาหารไทยมากเลือกใช้วัตถุดิบ และพืชผักสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศ อย่างเช่น หอมแดง กระเทียม ช่วยในเรื่องของการลดไขมันในเลือด พริกช่วยในเรื่องการเจริญอาหาร คุณค่าทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรม อาหารไทยเห็นได้ชัดเจนว่ามีขั้นตอนการทำอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจทุกรายละเอียด และมีการเลือกใช้พืชผักสมุนไพรเครื่องเทศ เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทำ ให้อาหารไทยมีหน้าตาน่ารับประทาน อีกทั้งอาหารไทยบางเมนูอย่างมีความหมายดีๆ นอกจากอาหารไทยจะมีขั้นตอนการทำที่พิถีพิถันใส่ใจทุกขั้นตอนแล้ว...

ช้อนกลาง มีประโยชน์อย่างไร ? จำเป็นต้องใช้หรือเปล่า?

ในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น บางครั้งเราต้องตักอาหารที่เป็นจานกลาง ซึ่งตามมารยาทแล้วไม่ควรจะใช้ช้อนของตัวเองตักอาหารจานกลางนั้น ควรจะใช้ช้อนอีกอันหนึ่งที่เตรียมมาไว้เป็นพิเศษ อาจจะเป็นช้อนใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้ หรือบางร้านอาหารมักจะมีช้อนสำหรับเป็นช้อนกลางตักอาหารโดยเฉพาะ   วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกัน อย่างทางฝรั่งเศส จะมีชุดช้อนส้อมหลายคู่ และมีการเสิร์ฟอาหารจานต่อจานเป็นคอร์ส ทำให้ลดโอกาสของการติดเชื้อทางการสัมผัสอาหาร ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็จะมีวิธีการตักอาหารที่แตกต่างกัน เมนูที่เป็นอาหารจานเดียวนั้นไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องการติดเชื้อผ่านการสัมผัสอาหารเท่าไหร่ แต่เมนูจานกลางที่ต้องตักร่วมกับผู้อื่นนั้นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ   โรคติดต่อที่ติดกันทางน้ำลาย ได้แก่ โรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ ไวรัส ทำให้เจ็บคอ มือเท้าปากเปื่อย เริม ไวรัสตับอักเสบ A, E วัณโรค คอตีบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไข้กาฬหลังแอ่น ฯลฯ   มารยาทการใช้ช้อนกลางนั้น ควรฝึกให้ใช้ตั้งแต่เด็ก ๆ เผื่อฝึกเป็นสุขลักษณะนิสัยที่ดี ไม่ควรใช้ช้อนของตัวเองไปตักอาหารจานอื่น การใช้ช้อนกลางนั้น เหมาะสำหรับการรับประทานอาหารกลุ่มใหญ่ ๆ กับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง กับผู้อื่นตามงานเลี้ยง งานสังสรรค์ โต๊ะจีน เพื่อลดความแตกต่างของวัฒนธรรมที่แต่ละคน...

มีความลับอะไรอยู่ใน “น้ำพริกกะปิ” กินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

“น้ำพริก” เป็นอาหารพื้นบ้านที่พบอยู่ในทุกภาคของเมืองไทย ซึ่งแทบทุกมื้อเมื่อได้กินก็ไม่รู้สึกเบื่อ น้ำพริกบ้านเรามีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกมะขาม, น้ำพริกแมงดา, น้ำพริกขี้กา, น้ำพริกอ่อง, น้ำพริกตาแดง ฯลฯ เมื่อได้รับประทานคู่กับผักต้ม หรือ ผักสดนั้นก็ได้คุณค่าสารอาหารมาก   เป็นไปได้ว่าการรับประทานน้ำพริกคู่กับอาหารอื่น ๆ เพื่อต้องการให้ร่างกายได้รับประทานข้าวได้เยอะ ๆ ข้าวสวยร้อน ๆ กับน้ำพริก เป็นสิ่งที่เข้ากันมากมาแต่โบราณ  ทั้งข้าวเหนียว หรือข้าวหอมมะลิหุงร้อน ๆ นั้น อร่อยทีเดียว มีเครื่องเคียงเป็นเมนูปลา เมนูแกง ก็จะยิ่งได้บรรยากาศ วันนี้เราจะมาพูดถึง “น้ำพริกกะปิ” ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากมาตั้งแต่สมัยโบราณ มาดูกันว่า ทำไมน้ำพริกกะปิถึงเป็นเมนูยอดฮิตของทุกครัวเรือน เคล็ดลับความอร่อยของน้ำพริกกะปิ น้ำพริกกะปิ มีรสเค็มเป็นหลัก และเป็นความเค็มจากกุ้ง หรือ เคย ซึ่งมีกลิ่นหอมจากโปรตีนของสัตว์เหล่านี้ โดยเป็นกลิ่นเดียวกับอาหารทะเล จึงทำให้ผู้รับประทานนั้นรู้สึกว่ามันหอม และรสชาติที่เค็มนั้นจะส่งผลให้ร่างกายปรับสมดุลของน้ำในตัว ทำให้เรามีความอยากกินอาหารเพิ่มขึ้น รสชาติที่อร่อยในน้ำพริกกะปิ ไม่ได้มาจากรสเค็มเพียงอย่างเดียว ยังมีรสสัมผัสใหม่ที่เพิ่งได้รับการบรรจุอยู่ในตำรา...